นิตยสารเล่มสุดท้าย

ปิยพงศ์ ภูมิจิตร
กรกฎาคม ๒๕๕๐

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารอาร์ตโฟร์ดี ฉบับที่ ๑๓๙ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐

-----» ประโยคแรกที่ เดวิท แรนนาร์ด (David Ranard) เขียนไว้ในบทความแรกของ The Last Magazine (นิตยสารเล่มสุดท้าย) ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับเวลาอ่านพาดหัวของไทยรัฐ ‘นิตยสารกำลังตาย’ แรนนาร์ดขยายความต่อไปว่า นิตยสารแบบที่เรารู้จักมานานกว่า ๒๕๐ ปี ที่พิมพ์ด้วยหมึกบนกระดาษกำลังตายจากท้องตลาด มันจะกลายสภาพเป็นฟอร์แมทดิจิตอล



นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตนิตยสารหลายคนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ว่ามาพักใหญ่ แต่หลายคนทำนิตยสารส่วนมากยังคงเชื่อมั่นกับการอ่านจากหน้ากระดาษที่ยังไงการอ่านจากหน้าจอไม่มีทางจะเทียบได้ เพียงแต่ว่าข้อเขียนใน The Last Magazine พากันเรียงหน้าตอกย้ำให้เห็นถึง อวสานของนิตยสารที่เริ่มชัดเจนขึ้นทุกที

ยอดจำหน่ายนิตยสารในอเมริกาจากปี ๑๙๗๐ ถึงปี ๑๙๙๐ เพิ่มขึ้นจาก ๒๔๕ ล้านฉบับเป็น ๓๖๖ ล้านฉบับ ปีผ่านมามีนิตยสารหัวใหม่ออกวางจำหน่าย ๑,๑๐๐ หัว แปลว่ามีนิตยสารออกใหม่ในอเมริกาวันละ ๓ หัว ทุกวัน ทั้งอาทิตย์ แต่ยอดจำหน่ายตั้งแต่ปี ๙๐ จนถึงปีที่แล้วคือปีละ ๓๖๖ ล้านฉบับ แปลว่าอัตตราเจริญเติบโต เป็นศูนย์มา ๑๖ ปีเต็ม

นิตยสารรายเดือนของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ในอังกฤษปรับตัวเองให้ออกเป็นรายสัปดาห์ ไม่ใช่เพราะแค่ต้องการยอดโฆษณาเพิ่มเป็น ๔ เท่าเท่านั้น แต่เป็นเพราะความต้องการของคนอ่านที่อยากรับข้อมูลที่ถี่ขึ้น แต่ที่สำคัญกว่ารายเดือนหรือรายสัปดาห์ก็คือ ๕๕ เปอร์เซ็น ของนิตยสารที่วางจำหน่ายไม่มีคนซื้อ หมายความว่าในอเมริกามีนิตยสารที่พิมพ์ออกมาเพื่อโยนลงถังขยะเตรียมจับไปรีไซเคิลกว่า ๑๘๐ ล้านฉบับต่อปี



อีก ๑๐ ปีข้างหน้าตลาดนิตยสารทั้งในอเมริกาและยุโรปจะลดลง ๑๕ เปอร์เซ็น และใน ๒๕ ปีข้างหน้า นิตยสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษจะเหลือเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็น เท่านั้น ข้อมูลน่าสนใจพวกนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย นอกจากราคาน้ำมัน การขนส่ง ราคากระดาษ รวมไปทั้งกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นสาเหตุการตายของอุตสาหกรรมนิตยสารแล้ว เทคโนโลยีดิจิตอลแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์ 3G, PDA, blog, e-book หรือ TIVO ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลของคนทั้งโลกก็เป็นตัวเร่งสำคัญอีกอย่างสำหรับการตายของนิตยสารอานาล็อก

นิตยสารกระแสหลักหลายหัวทะยอยกันลดยอดพิมพ์และหันไปใส่ใจกับเวอร์ชั่นออนไลน์หรือที่เรียกว่านิตยสารดิจิตอล (digital magazine) บทความของ Bob Sacks อธิบายไว้ว่ามันไม่ใช่แค่ไฟล์ PDF ที่ถอดแบบมาจากฉบับพิมพ์ แต่ไปไกลกว่าแค่หน้า HTML ทั่วไป digital magazine ถูกออกแบบขึ้นใหม่ โดยฐานข้อมูลเดิมจากฉบับพิมพ์และความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับการเปิดอ่านนิตยสารจริง แต่ไม่ใช่แค่การคลิกเข้าไปอ่านแต่ละ article เท่านั้น ความสามารถที่มากกว่าอย่างการฟังเพลง ดูหนัง ภาพเคลื่อนไหว และลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องคือสิ่งที่นิตยสารแบบอานาล็อกไม่มีวันทำได้

เทคโนโลยีล่าสุดต้องยกให้ E Paper ที่ Nick Hampshire บรรยายภาพให้ลองคิดตามถึงคุณภาพเหนือกว่า LCD ขนาด A4 ที่บางและเบาพอๆ กับหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ดาวน์โหลดไฟล์แบบ wireless จากเครื่อง PC หรือเข้าคิวดาวน์โหลดข่าวใหม่ๆ ในแต่ละวันจากร้านหนังสือพิมพ์วิธีเปิดอ่านแต่ละหน้าก็แค่ระบบสัมผัสกับหน้าจอ และเปิดอ่านแต่ละหน้าไม่ต่างจากหนังสือจริง อ่านจบก็ลบไฟล์ทิ้ง ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ Hampshire คิดว่าประมาณปี ๒๐๑๒ ผู้คนจะอ่าน e Paper กันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ เพราะตอนนี้หลายบริษัทอย่าง HP, IBM, Sony, Hitashi, Xerox หรือ Samsung กำลังมุ่งพัฒนา E Paper กันทั้งนั้น



สำหรับอาชีพคนทำนิตยสาร บทความใน The Last Magazine คงทำให้หลายคนเตรียมพร้อมและปรับตัวกับความจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาตเร็วๆ นี้ แต่ประเด็นที่ Renard ยังเชื่อว่านิตยสารแบบอานาล็อกจะยังคงมีชีวิตต่อไปได้ก็คือ นิตยสารกระแสรอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่า independent magazine, microzine โดยเฉพาะที่ Renard เรียกว่า stylepress และถ้ายิ่งหาซื้อยากเพราะพิมพ์ต่อเล่มคงจำนวนน้อยไม่เกิน ๑,๐๐๐ เล่ม เนื้อหาไม่ได้อิงกระแส หน้าตาและการออกแบบที่พิเศษกว่าปกติ ถึงขั้นยกระดับเป็นของสะสม นั่นแหละใช่เลยเหมือนที่ Jan Van Mol ผู้ก่อตั้ง Add!ct Magazine เขียนนิตยสารเอาไว้ว่า นิตยสารประเภทนี้คือ ผ้าใบของศิลปินเพราะจับต้องได้ ถือไว้ในมือ ค่อยๆ เปิดทีละหน้าได้กลิ่นหมึก และผิวสัมผัสแต่ละหน้า

จำนวนหน้าที่เหลือของ The Last Magazine อุทิศให้กับนิตยสารอิสระ ทั้งปกและเนื้อในที่อัดแน่นกว่า ๑๕๐ หัว จาก ๒๐ ประเทศทั่วโลกโดยแยกเป็น ๔ หัวข้อ เริ่มจาก physicality ที่ Rernard คัดมาแต่ละเล่ม ล้วนหลีกหนีขนบเดิมของนิตยสารปกติ ไม่ว่าจะเป็นขนาด เทคนิค แพ็คเกจ วัสดุ วิธีเปิดอ่าน อย่าง VOLUME, Kilimanjaro, V หรือ WERK ต่อด้วยหัวข้อที่ ๒ คือ design ที่เกริ่นนำไว้ว่าไม่ใช่แค่ออกแบบจัดหน้า แต่ลงลึกไปถึงวิธีการจัดการกับข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับทั้งภาพ ตัวอักษร และเนื้อหาเท่าๆ กันอย่าง 032C, self service, SODA, Marmalade, Sugo, Zembla ต่อด้วยหัวข้อ Content ที่ยกมาแต่ละเล่มล้วนเป็นเรื่องที่ปฏิเสธเนื้อหากระแสหลัก ตัดเรื่องความใส่ใจกาละเทศะออกไปได้เลย อย่าง blag, yummy, influence, purple และหัวข้อสุดท้ายที่ Renard ตั้งขึ้นมาสำหรับนิตยสารกระแสรองพวกนี้คือ Community จากการผลิตด้วยทีมงานขนาดเล็กเพียงไม่กี่คน แต่กลับสร้างกลุ่มคนใหม่ๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกันเพิ่มมาหลายอย่าง ANNA SANDERS และ Me สำหรับพวกชอบหนังนอกกระแส ส่วน BUTT, They Shoot Homos, Don’t they? หรือ Fantastic Man ก็ต้องกลุ่มชายรักชายนั่นเลย



จะตั้งใจหรือไม่ แต่ The Last Magazine ก็เหมาะสำหรับคนอ่านที่ค่อยๆ กลายสภาพเป็นแค่คนดูเหมือนอย่างที่ Felix Dennis เคยเขียนไว้ในบทความของเขาตั้งแต่ ๓ ปีที่แล้ว ถ้าเปิดผ่านบทความทั้ง ๘ เรื่อง The Last Magazine ก็พอเป็น reference เอาไว้เปิดดูเพลินๆ ไม่ต้องอ่านเอาเรื่อง เพราะ caption ที่อธิบายแต่ละเล่มที่เอามาลงมีไม่เกิน ๒ บรรทัด ได้ความรู้สึกไม่ต่างจากดูหนังสือรวมพระเครื่องรุ่นหายากที่มหาชนยังไม่นิยม แต่เรื่องความจัดจ้าน พุทธศิลป์ และการออกแบบรับรองว่าไม่มีในรุ่นพิมพ์นิยมแน่นอน