มานพ ศรีสมพร The Interview (Part 1)

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กรกฏาคม ๒๕๕๒

บทสัมภาษณ์พิเศษ(แบบไม่ตัด) มานพ ศรีสมพร ฉบับพิเศษ เรียบเรียงโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร จากเทปบันทึกบทสนทนาระหว่าง มานพ ศรีสมพร, อนุทิน วงศ์สรรคกร, วีร์ วีรพร และ ปิยพงศ์ ภูมิจิตร ฉบับย่อสามารถอ่านได้จากนิตยสารอาร์ตโฟร์ดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และสามารถติดตามฟังภาคบันทึกเสียงได้จากพอดคาสรายการ ดีไซน์ไปบ่นไป

-----» ปิยะพงษ์ และวีร์ พลิกดูแผ่นอักษรลอกที่กองอยู่บนโต๊ะอย่างสนใจ คำถามเกิดขึ้นพร้อมกับความคุ้นเคยที่ได้เห็นแบบตัวอักษรนี้ผ่านป้ายบอกทางในพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่เจ้าของงาน อาจารย์มานพพยายามนึกหาคำตอบให้กับคำถาม ปิยะพงษ์ถามอย่างสงสัยว่า “ตอนที่เขาตัดสินใจเอาไปใช้ทำกัน เขาได้ทำเรื่องขออนุญาติหรือเปล่าครับ” .... “ป้ายทางหลวงนี่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนหมดแล้ว เพราะว่ามันนานเกินไปครับ ผมเห็นว่านี่ก็พยายามปรับปรุงไปเรื่อยๆ ตอนแรกเขาก็ซื้อตัวอักษรลอกไปใช้จากที่สยามวาลา ไปใช้ทำแม่พิมพ์ ก็คือซื้อไปขูดเรียงกัน ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผู้ถามก็คือ แล้วไม่มีการค่าตอบแทนเป็นค่าแบบอย่างเป็นระบบหรืออย่างไรทั้งๆที่เป็นการนำไปใช้ในระดับชาติ ซึ่ง ค่าตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่ารายได้จากการขายตัวอักษรลอก....

จากแบบตัวอักษรที่เราพบเห็นได้ทั่วไปบนป้ายทางหลวง อาจารย์มานพเล่าว่า “เป็นแบบหัวตันยุคแรกๆ คือพอหัวมันทึบแล้วก็ดูแปลกดี คือสมัยก่อนคนจะชินกับการที่หัวตัวอักษรเปิด เขาคงเห็นว่ามันทำให้แบบดูง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องมีรายละเอียดหัวของตัวอักษร ก็เลยเลือกตัวนี้เพื่อนำไปใช้เป็นป้ายทาง คือที่จริงแล้วนั้น ผมต้องการที่จะแก้ปัญหาการพิมพ์ สมัยก่อนคุณภาพกระดาษคุณภาพหมึกพิมพ์มันไม่ดีเหมือนสมัยนี้ การพิมพ์หัวกลมเปิดนั้นจะมีปัญหาที่พบบ่อยคือหัวบอดตัน”

จึงเป็นคำถามต่อเนื่องที่อดให้เราสงสัยไม่ได้ว่า มีหลักการอย่างไรในการเลือกแบบตัวอักษรเพื่อใช้เป็นป้ายบอกทาง แต่จากคำตอบเราจึงพบว่าไม่ได้มีหลักการอะไรรองรับ และคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นประเด็นของการลดทอนรายละเอียดของตัวหัวโปร่งเพื่อให้รายละเอียดบนป้ายดูน้อยลงนั่นเอง นอกเหนือจากนั้น จากการพูดคุยกับอาจารย์มานพยังทำให้ทราบว่า ปรากฏการณ์นี้เริ่มจากป้ายเทศบาล และ กทม กรมชลประทาน แล้วค่อยๆขยายวงออกไปถึง กรมทางหลวง ซึ่งไม่ใช่การเริ่มใช้จากกรมทางหลวงลงมายังระดับเทศบาลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

“พวกป้ายทางหลวงนี่ เท่าที่เห็น เข้าใจว่าตอนนี้เป็นระบบคอมพิวเตอร์เรียงพิมพ์หมดแล้ว แต่รู้สึกว่าบางทีก็จะแปลกๆไป ไม่ค่อยมีระบบ เขาเอาไปบีบในคอมพิวเตอร์เอง ชื่อถนนมันยาวมากเขาก็ไปบีบให้ลง” เป็นข้อสังเกตุจากอาจารย์มานพที่ทำให้อนุทินต้องออกความคิดเห็นต่อ “ก็เพราะมันไม่มีแพลนที่ดีไงครับ ถ้ามันมีแพลนทั้งระบบตั้งแต่แรกเราก็จะรู้ว่าเลยป้ายกว้างที่สุดควรจะกว้างเท่าไหร่ บางทีเจอชื่อสั้นเกินไปก็ขยายขนาดตัวหนังสือ เข้าใจว่าเขามีระบบจัดการ แต่ภาพรวมที่ออกมามันเหมือนมันไม่มีกระบวนการจัดการ” วีร์จึงเสริมตบท้ายด้วยว่า “การจับคู่กับภาษาอังกฤษก็เห็นอยู่ว่าสับสนอยู่พอสมควร”

เมื่อแบบตัวอักษรยุคของอักษรลอกถึงสุดทาง แบบบางส่วนก็ถูกนำไปแสกนใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาตัวอักษรของค่ายอื่นๆที่ทะยอยเกิดขึ้นในยุคคอมพิวเตอร์เฟื่องฟู “สมัยอักษรลอกนี่ตัวต้นฉบับบางตัว เราก็พัฒนามาจากตัวแบบเรียนสมัยเก่า แล้วเราก็เอามาปรับปรุง คือต่างคนต่างเอาต้นฉบับมาจากอันนั้น เขาก็เอามาเกลามาปรับกัน แต่ตัวมานพ ๙ นี่รู้สึกว่าจะเป็นตัวที่ใช้มากที่สุดนะ แต่ตอนหลังนี้เขาก็เปลี่ยนหมวดไปเป็นระบบชื่อทั้งหมด นี่มานพ 12 นี่รู้สึกก็จะโดนเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน เห็นทางสยามวาลาบอกว่า มานพ ๑๖ อันนี้ขายดีที่สุด” อาจารย์มานพแจกแจง ปิยะพงษ์อดสงสัยที่จะถามต่อไม่ได้ว่า ทำไมจึงใช้ระบบหมายเลขในการตั้งชื่อ อาจารย์มานพอมยิ้มและตอบแบบติดตลกว่า “เพราะว่าสมัยก่อนไม่นึกว่ามันจะขายได้ คือทางบริษัทเขาก็ทำแบบนี้คือใส่หมายเลขที่เท่าไหร่ตามรหัสของโรงงานเขา เอาความสะดวกในการจัดการเข้าว่า สมัยก่อนนี่ไม่จำเป็นต้องคิดชื่อเลย แล้วตอนหลังพอเห็นว่ามันขายดีไงเขาก็เลยใส่ มานพ๑ มานพ๒ มันจะได้รันงานกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เราต้องส่งไปผลิตที่เนเธอร์แลนด์ ”

“ตัวขูดนี่พอมาตอนท้ายๆยุค สยามวาลาเขาก็เลิกทำ เลยตอนหลังมามีของคนไทยทำ ยี่ห้อฟีนตาเซ็ต ผมก็ยังซื้อมาใช้เลย เขาก็เก่งนะ ขยันทำกันออกมา” อาจารย์มานพค้นแผ่นอักษรลอกของฟีนตาเซ็ตออกมาโชว์ “เออครับยี่ห้อนี้พวกผมทันใช้กันสมัยเรียน ตอนนั้นยังพอมีขาย” วีร์และปิยะพงษ์ตอบจากความคุ้นเคย อนุทินกล่าวว่า “มันจะมีช่วงที่วัยรุ่นชอบอัดเพลงลงคาสเซ็ตให้กัน แล้วก็ต้องทำอาร์ตเวิร์คหน้าปก เราก็จะรู้สึกว่าใช้อักษรลอกมันดูพิถีพิถันดี ว่าแต่ว่ารุ่นผมยังพอทันของแมคคอนอร์ม่า” ปิยะพงษ์กล่าวต่ออย่างติดตลกว่า “ใช่ครับ แล้วก็เวลาทำงานจะเจอกับปัญหาตัวบางตัวขูดหมดไปแล้ว ก็ต้องมาตัดต่อกันให้เนี๊ยบ” ทุกคนหัวเราะเพราะว่าเคยทำแบบนี้กันทั้งนั้น

อาจารย์มานพเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนการทำงานนั้นเป็นเรื่องของความอยากทำมากกว่าธุรกิจ ประกอบกับกฏหมายการควบคุมป้องกันแบบก็ยังไม่สามารถทำได้เท่าไรนัก “แมคคอนอม่าเขาก็ถ่ายทอดความรู้ให้เราหลายอย่าง เรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน หรืออย่างแอ๊ปเปิลที่ส่งคนมาสอนเรื่องแอสกี้ฟอนต์ เขาก็ไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้เราไปทำให้คนอื่น ผมก็คิดว่ายังไงก็ทำให้ลูกหลานไทยได้ใช้กัน” อนุทินเสริมว่า “เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นระบบปิดนะครับ เซ็นสัญญากันเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะเขารู้ว่ามันมีเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาด้วยระหว่างการทำงาน”

ด้วยความสนใจต่ออักษรลอกชุด ‘มานพติก้า’วีร์ เปรยเกี่ยวกับแบบตัวอักษรชุดนี้ “มานพติก้านี่สวยดีนะครับ เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ก็ยังดูทันสมัยอยู่เลย” อาจารย์มานพนึกสักพักก่อนตอบ “ผมก็เอาภาษาอังกฤษมาดูขนาดเส้นก่อน แล้วก็ศึกษาลักษณะจำเพาะของแบบ เพราะสมัยก่อนจะทำงานโฆษณา อย่างสินค้าที่มาจากเมืองนอก สมัยก่อนรถโฟล์คเข้ามาทำตลาดในบ้านเราใหม่ๆ โฆษณาสมัยก่อนนั้น ก็ใช้เฮลเวทิก้า คืออะไรๆก็ใช้เฮลเวทิก้า แล้วฝรั่งที่เขามาจากสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์มาจากที่โน่น บริษัทจ้างมาคุมงาน ก็บ่นๆอยากให้มีแบบภาษาไทยที่ไปกันได้ ...สมัยก่อนจะมีฝรั่งน้อยมากที่จะมาเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์เมืองไทย ถ้าสมัยนี้ก็เป็นครีเอทีฟใหญ่ สมัยก่อนเขาก็เป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์”

ปิยะพงษ์ และวีร์ต่างเห็นตรงกันว่า ตอนนั้นธุรกิจโฆษณาไม่ได้ซับซ้อนเท่าตอนนี้ “สมัยก่อนอาร์ตไดเร็คเตอร์นี่ต้องทำทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ อย่างในยุคอักษรลอกนี่ อาร์ตไดเร็คเตอร์ฝรั่งนี่เขาเขียนไทยไม่เป็น ก็ได้อาศัยอักษรลอกนี่แหละมาช่วยในการทำงาน มานพติก้าก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน” อาจารย์มานพเสริม

ปิยะพงษ์ฟังไปพลาง พลิกแผ่นอักษรลอกที่เริ่มเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา พร้อมกับหยิบแบบที่น่าสนใจขึ้นมาส่องดู “อาจารย์ครับ อย่างอันนี้ที่พวกผมมองกันอยู่มันล้ำเวลามาก ณ เวลา นั้นทำไมอาจารย์ถึงคิดว่าตัวหนังสือมันควรจะเป็นแบบนี้” อาจารย์มานพตอบ “อันที่จริงแล้ว ยุคนั้นก็เป็นแบบนี้เยอะนะ คุณดูโปสเตอร์หนังสมัยก่อนสิ เราก็เป็นคนนึงสมัยก่อนที่ชอบเขียนตัวหนังสือในโปสเตอร์หนังนะ สมัยก่อนผมไปทำช่วงบ่ายที่ทำงาน เพื่อนผมเขียนภาพไว้รอ ผมไปถึงก็ใส่ตัวหนังสือ” อนุทินเสริมขึ้นมาว่า “ส่วนนึงจะเป็นเพราะว่าข้อจำกัดเวลาที่วาดโปสเตอร์หรือคัดเอาท์สมัยก่อน มันต้องเขียนภาพด้วยมือหมด อาศัยการบริหารจัดการออกแบบล่วงหน้าสูง แล้วก็ต้องเป็นแบบที่เขียนมือได้ไม่ยุ่งยากเกินไป ผมว่าก็เป็นข้อแม้ที่ทำให้แบบมันออกมาค่อนข้างเรขาคณิต” อาจารย์มานพช่วยเสริมว่า “สมัยก่อนตัวแบบโปสเตอร์หนังนี่ถือว่าสมัยใหม่มาก คือเราไม่ได้คิดแบบอะไรที่ล้ำไปกว่านี้ สมัยก่อนไม่มี มีแต่แบบนี้ทั้งนั้น เพราะข้อจำกัดทางโปรดักชั่น สมัยก่อนมันยังไม่คิดถึงขนาดมานพติก้า มันไม่นึกว่าภาษาอังกฤษมันจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา”

อาจารย์มานพจึงได้ใช้โอกาสในการไขข้อข้องใจถึงที่มาของชื่อ‘ มานพติก้า’ แบบตัวอักษรแนวไร้เชิงร่วมสมัยตัวแรกของไทย “อาจารย์ครับชื่อ ‘ มานพติก้า’ นี้ได้มาอย่างไร ทำไมจึงตั้งเป็นชื่อนี้ครับ” วีร์ถามเพื่อคลายสงสัยที่มีมานาน “ที่จริงแล้วหากรู้จักตัวอักษรตระกูลมานพก็จะพบว่า เป็นชื่อและตามด้วยลำดับหมายเลขกำกับ แต่ในกรณีของมานพติก้านั้น เป็นชื่อที่ทางเมืองนอก คือกลัวฝรั่งเขาจะไม่รู้ว่าอันนี้ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด ตอนแรกก็จะใช้ มานพหมวดติก้าแล้วกัน กล่าวคือใส่ติก้าเข้าไปสมัยก่อน เพื่อให้รู้ว่าใช้คู่กับตัวใด หลังๆก็มี Times มั่ง Baskerville อะไรพวกนี้ ก็ใช้ชื่อหมวดนี้ใส่เข้าไปแต่มันไม่ฮิตไง ไม่มีคนกล่าวถึง”

หลังจากนั้งฟังอาจารย์มานพเล่าเรื่องอย่างออกรสชาติ อนุทินถามคำถามที่สงสัยมานาน “อาจารย์ครับ เมื่อก่อน อย่างเวลาที่เราออกแบบให้เพื่อทำอักษรลอกนี้ เรามีวิธีการอย่างไรในการส่งงาน” ความสงสัยที่เกิดมาจากการทำงานของนักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันกับในยุคของอักษรลอกนั้นต่างกันมากจนแทบนึกย้อนไม่ได้ “เราก็ต้องเขียนลงหมึก รอตติ้งไปครับ ขนาดก็ประมาณที่ความสูงหกนิ้วสำหรับตัวอักษรแต่ละตัว” ผู้ร่วมสนทนาต่างมองหน้ากันเมื่อนึกถึงขั้นตอนที่ทำเพื่อให้เกิดแบบตัวอักษรหนึ่งตัว อาจารย์มานพยังกล่าวเสริมถึงวิธีการด้วยว่า “ต้องเขียนให้เนี๊ยบมากเลยครับ เรียกว่าเวลาทางเมืองนอกเขาตรวจแบบนั้น เขาจะเอาแว่นขยายมาส่องไล่เส้นดูเลยทีเดียวว่าเนี๊ยบจริงหรือไม่ ผมเองก็เลยต้องคิดค้นวิธีทำงานให้เร็วขึ้นด้วยการกรีดแผ่นพลาสติกแข็งเพื่อทำโค้งแบบต่างๆด้วยตนเอง ตอนหลังๆนี่เขาบอกว่าเนี๊ยบขนาดนี้คุณมานพเขียนแค่ตัวสามนิ้วก็พอ” อาจารย์มานพนึกถึงเมื่อครั้งยังทำงานด้วยอุปกรณ์เหล่านั้นแล้วชวนให้อมยิ้ม ในขณะที่ผู้ร่วมสนทนาต่างเห็นไปในทางเดียวกันว่าทุกวันนี้นักออกแบบมีทักษะการใช้มือต่ำมาก เพราะขาดการฝึกฝนเรื่องพื้นฐานเหล่านี้นี่เอง

“ทีนี้พอมาเป็นช่วงดิจิตอลนี่อาจารย์ก็ทำให้กับหลายที่เลยใช่ไหมครับ” วีร์ส่งคำถามต่อเนื่อง “ครับก็ทำให้ อีเอซี อักฟ่า กราฟิโก้นี่ก็ใช่ แล้วก็เอสพีวี” อาจารย์มานพกล่าวพร้อมเติมให้ว่า “ฟอนต์พวกที่ตายไปตามช่วงของกาลเวลาเพราะไม่เปลี่ยนเทคโนโลยีเยอะมาก คล้ายๆกับบ้านเรามันสะดุด มันมาเป็นพักๆ คือมีคนทำเป็นพักๆ พอมีกระแสทีนึงคนก็แห่มาทำทีหนึ่ง อันไหนที่ตกขบวนก็จะถูกเก็บอยู่ในหีบ” อนุทินเสริมด้วยว่า เห็นด้วยกับอาจารย์มานพ “เดี๋ยวนี้ก็มีคนที่เอาตัวขูดเก่าๆที่ยังตกหล่นมาแสกนทำเป็นดิจิตอลฟอนต์ อันนี้ก็มีให้เห็น”

กรุณาอ่านต่อ มานพ ศรีสมพร The Interview (Part2)