มานพ ศรีสมพร The Interview (Part 2)

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กรกฏาคม ๒๕๕๒

บทสัมภาษณ์พิเศษ มานพ ศรีสมพร ฉบับพิเศษ เรียบเรียงโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร จากเทปบันทึกบทสนทนาระหว่าง มานพ ศรีสมพร, อนุทิน วงศ์สรรคกร, วีร์ วีรพร และ ปิยพงศ์ ภูมิจิตร ฉบับย่อสามารถอ่านได้จากนิตยสารอาร์ตโฟร์ดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และสามารถติดตามฟังภาคบันทึกเสียงได้จากพอดคาสรายการ ดีไซน์ไปบ่นไป

-----» อาจารย์มานพกล่าวถึงขั้นตอนคร่าวๆ เกี่ยวกับวิธีการออกแบบส่วนตัว ตารางตำแหน่งคีย์บอร์ดแอสกี้ อาจารย์มานพยังได้อธิบายระบบการทำงานส่วนตัว ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายกับตารางอักษรสัมพันธ์ของปริญญาที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน พร้อมกับโชว์ตารางที่ทำขึ้นเองเพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น “นักออกแบบตัวอักษรต้องมีสัญชาติญาณเวลาเราออกแบบเอง รู้ว่าพอทำ ก.ไก่ เสร็จแล้วจะไปทำตัวอะไรต่อ คือมันมีระบบของมันในตรงนี้” อนุทินกล่าว “พอมา เป็นดิจิตอลมันก็เลยใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ไปเลย คือทำซำ้และดัดแปลงได้รวดเร็ว มันเป็นกระบวนการการเรียนรู้เดิมแต่นำมาใช้ในเทคโนโลยีใหม่”อาจารย์มานพเสริม วีร์จึงเสริมขึ้นมาว่า “ส่วนคนที่ไม่ชินก็ไปดูตารางอักษรสัมพันธ์ของปริญญา” อาจารย์มานพตบท้ายว่า “แต่ตอนนั้นผมก็ไม่มีตารางนะ ทำไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ”

ด้วยความสงสัยปิยะพงษ์ถามอาจารย์มานพถึงความยากง่ายในการออกแบบ ตัวไหนในภาษาไทยเราที่คิดว่าออกแบบยากสุด “อันนี้ก็แล้วแต่ชุดนะครับ” อาจารย์มานพตอบแบบสั้นๆ อนุทินจึงถามต่อ “อาจารย์ครับคืออย่างทุกวันนี้ มันจะมีปัญหาตรงที่เราออกแบบตัวหนังสือมาใหม่ แล้วโดนเสียงวิจารณ์จากคนทั่วไปเวลาแบบออกมาใหม่ๆ สมัยก่อนนี้มีไหมครับ” อาจารย์มานพให้ความคิดเห็นว่า “เท่าที่จำได้ไม่มีครับ ส่วนนึงก็อาจเพราะสมัยก่อนมันคงจะไม่รู้จะเอาไง มันก็ต้องใช้ ตัวเลือกอาจจะไม่เยอะ อย่างผมทำมานพติก้านะ ใช้ตัว S มาทำ ร.เรือ เลยนะ ผมก็ยังนึกว่ามันวิบัติมากเลย แต่ตอนที่ทำเราคำนึงถึงแง่ของการออกแบบไง ผมก็ยังทำตัวสำรองที่ไม่ได้มาจากตัว S ไว้ด้วย สมัยนั้นบางทีข้าราชการจะไปใช้ไง เขายังไม่ค่อยสะดวกใจเลย แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบนะเอาตัว S มาแทนตัว ร. ในภาษาไทย” วีร์จึงถามต่อว่า “แล้วอาจารย์เห็นปรากฎการณ์ตอนนี้ตัว S มันเป็น ร.เรือไปแล้ว รู้สึกอย่างไร” อาจารย์มานพตอบแบบติดตลกว่า “ครับ ผมถึงบอกไง ก็เป็นเพราะว่าผมนี่แหละ ผมว่าผมก็ยอมรับว่าผมทำไม่ถูก แต่ตอนนี้เป็นสิ่งที่รับได้” พลางหัวเราะกันในวงสนทนา ปิยะพงษ์จึงถามต่อติดตลกว่า แล้วอย่าง ห.หีบหละ ครับ

“เดี๋ยวนี้มันกี่ปีแล้ว ตั้งแต่ผมเริ่มทำ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ยุคมันเปลี่ยนแปลงไปหมด กลายเป็นคอมพิวเตอร์ อักษรลอกเลยหมดรุ่นไปนะครับ นักออกแบบรุ่นนั้นตกขบวนกันไปเยอะ ต้องเรียนใหม่ คุณลองนึกดูสมัยก่อนอาร์ตติสที่เขียนตัวหนังสือมันก็มีไม่กี่คนอยู่แล้ว มันฝืนความรู้สึกมากนะถ้าเราเขียนด้วยปากกา rotring แล้วให้เรามาเขียนในคอมพิวเตอร์ รู้สึกว่าหลายคนเขาไม่ทำนะ เพราะมันไม่ถนัด ผมก็พยายามศึกษา ผมก็ชอบทางเทคโนโลยีเป็นทุนอยู่บ้างก็เลยพอจะเรียนรู้ได้ ขณะนั้นรู้สึกจะมีผมคนเดียวที่ทำต่อมาได้ แล้วจะมีฟอนต์แอสกี้รุ่นแรกมาเสริมได้ทั้งหมด” อาจารย์มานพเล่าอย่างได้อารมณ์ ผู้ร่วมสนทนาต่างเห็นตรงกันว่า เรายังโชคดีที่อาจารย์มานพชอบพวกเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีอยู่เป็นทุน ถ้าไม่มีใครเข้ากับเทคโนโลยีการเรียงพิมพ์ เหตุการณ์ก็อาจจะออกไปอีกแบบ

อาจารย์มานพยังเล่าให้ฟังว่า เขาได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบตัวอักษรชั้นนำของเมืองไทยในขณะนั้นอีกหลายท่าน เหตุเพราะแบบตัวอักษรที่ตกค้างเหล่านั้นมีความจำเป็นที่ต้องทำให้เป็นฟอนต์ไฟล์ในรูปแบบที่ใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบตัวอักษรของอาจารย์ทองเติม เสมรสุต อย่าง ทอมไลท์ และ ชวนพิมพ์ ของ อาจารย์เชาว์ ศรสงคราม ก็ผ่านการทำเป็นดิจิตอลฟอนต์โดยอาจารย์มานพท่านนี้

“แล้วทุกวันนี้เวลาอาจารย์ออกไปนอกบ้านแบบตัวอักษรที่เราพบเห็นบนพวกป้ายต่าง มันพูดอะไรกับเรา” อนุทินถามถึงความรู้สึกที่มีต่องานออกแบบตัวอักษรในปัจจุบัน “สมัยผมมักจะบอกลูกว่า นี่ตัวหนังสือของพ่อ ลูกๆจะจำได้ อย่างเช่นเจอในหนังสือพิมพ์ก็บอก นี่แบบตัวอักษรของพ่อฉัน จนเด็กเซ็นคาเบรียน เขาก็จะมาล้อชื่อพ่อกับลูกชาย มานพ มานพ มานพติก้ามั่งอะไรพวกนี้ อย่างตอนนี้รูปแบบการเล่าก็เปลี่ยนเป็นว่า ตัวนี้พื้นฐานก็มาจากของพ่อนะ วิธีคิดมาจากตัวเดียวกัน ตัวดั้งเดิมที่เราพัฒนามาตั้งแต่ยุคแรก บางแบบบางคนเขาก็ทำดีนะครับ เขาพัฒนาใหม่ให้มันทันสมัยขึ้น สมัยก่อนบางอย่างมันจะอ่านยาก ก็เอามาพัฒนากันจนเป็นมาตรฐาน ป้ายต่างๆก็ดูเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนป้ายเขียนกับมือ เดี๋ยวนี้เขาพิมพ์อิงค์เจ็ทตัวใหญ่ๆ ตัวมาตรฐานทั้งหมด แต่ขาดเสน่ห์เพราะชอบเลือกแบบตัวอักษรเหมือนๆกันหมด”

อนุทินเห็นด้วยกับอาจารย์มานพจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า “แต่บางครั้งพอเป็นตัวมาตรฐานทั้งหมดความหลากหลายมันลดลงไปอย่างเช่นว่าจะมีฟอนต์ที่เป็นที่นิยมในสมัยนึงมากก็ใช้มันทุกอย่างตั้งแต่ธนาคารยันโรงแรมหรือบ้านจัดสรร” จึงเกิดคำถามต่อขึ้นว่า “สมัยก่อนมันมีการทำตัวอักษรให้เหมาะกับตัวโปรดักซ์ชนิดต่างๆหรือเปล่าครับ” คำตอบที่ได้คือ “ มีครับแต่ตอนหลังนี้มันมีน้อย ใช่ครับสมัยก่อนเราจะออกแบบเองสำหรับแบรนด์นั้นๆ สินค้าอื่นไม่ใช้นะ อย่างหมวดมานพติก้า ก็จะใช้รถโฟล์ค รถเต่า ใช้คู่กับเฮลเวทิก้า เลย แต่ตอนหลังนี่มีสินค้าอื่นมาเยอะเลย พฤติกรรมการเลือกใช้แบบตัวหนังสือก็เริ่มเปลี่ยนไป” อาจารย์มานพกล่าว “จริงนะครับ เดี๋ยวนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเลยกลายเป็นใช้ฟอนต์สำเร็จรูปหมดเลย ความปราณีตในการใช้ตัวหนังสือก็น้อยลงไปเยอะมาก เอาความสะดวกมากกว่า ไม่พยายามทำให้ตรงที่ต้องการ เขาใช้เท่าที่มีอยู่ ยิ่งพวกเล็ตเทอริ่งนี่เห็นได้ชัดมากว่ามีคนทำน้อยลง” อนุทินชี้ให้เห็นสถาณะการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันอาจารย์มานพวางมือจากการออกแบบตัวอักษรและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย คำถามที่ว่าไม่คิดอยากจะกลับมาทำฟอนต์อีกสักครั้งหรือ อาจารย์มานพตอบแบบอารมณ์ดีว่า “เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดีด้วย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ๆพัฒนากันไป” อาจารย์มานพกล่าวปิดท้ายการสนทนาด้วยว่า “ทุกวันก็ยังใช้คอมพิวเตอร์อยู่นะ แต่ตอนนี้ผมเน้นไปทางรูปและมัลติมีเดียมากกว่า ผมชอบถ่ายวีดีโอ เวลาไปเที่ยวเมืองนอกผมก็ไปถ่ายๆเก็บไว้ ผมก็ไปตัดต่อเล่นในเครื่อง มาเล่นทางนี้เอาเพราะมันไม่เครียดมาก เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ คนชอบนึกว่า เวลาแก่แล้วต้องไปเดินดูพระดูอะไร แต่เราก็ไม่ชอบทางนั้น คือผมชอบแนวนี้มากกว่า ผมภูมิใจนะกับงานที่ได้ทำไว้ ชี้ให้ลูกๆดูเสมอว่านี่ตัวหนังสือพ่อ ลูกก็จำได้เพราะมันตั้งแต่สมัยตัวขูดไง ทุกวันนี้ยังพอพบบ้างในหนังสือพิมพ์ สมัยก่อนในยุคนึงที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย รู้สึกดีที่ลูกเราก็จำได้ว่านี้ตัวหนังสือของพ่อ”