อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๕๒
-----» ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่การออกแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อที่น่าสังเกตุคือ จำนวนของนักออกแบบตัวอักษรก็เพิ่มมากขึ้นด้วยในอัตตราที่มีนัยสำคัญ เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึง จำนวนผู้ที่ใช้โปรแกรมการออกแบบตัวอักษรเป็น และในจำนวนแฝงของผู้ที่ใช้โปรแกรมเป็นนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นนักออกแบบตัวอักษรจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้โปรแกรมออกแบบตัวอักษร
เหตุใดที่นักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์สับสนบทบาทหน้าที่ของตนเองกับการออกแบบตัวอักษร น่าจะเป็นข้อสรุปที่ว่า การเรียนการสอนไทป์พอกราฟฟี่ในขั้นอุดมศึกษาสร้างความสับสนให้กับนักออกแบบรุ่นเยาว์ ด้วยความที่ไม่ชัดเจนในขอบเขตของการสอน และความสับสนในเนื้อหาวิชาของการนำตัวอักษรไปใช้ กับการสร้างแบบตัวอักษรใหม่
ทั้งนี้มิได้กำลังจะกล่าวว่าสองข้อศึกษาไม่สามารถคาบทับซ้อนกันได้ หากแต่ควรมีการแจกแจงและให้ข้อมูลที่ชัดเจน หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องคือ การที่นักออกแบบจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าวิชาไทป์พอกราฟฟี่หรือในชื่อภาษาไทยที่ไม่ค่อยนิยมเรียกใช้นักว่า การออกแบบการจัดวางตัวอักษร สับสนว่าเป็นวิชาไทป์ดีไซน์ หรือวิชาที่ว่าด้วยการออกแบบตัวอักษร ในกรณีนี้ภาษาไทยของเรากลับสนองการสื่อความหมายได้ดีกว่าชื่อวิชาภาษาอังกฤษ
ความไม่ชัดเจนในงานจำพวกเล็ตเทอร์ลิ่ง ซึ่งนำมาสู่ความสับสนบทบาทของนักออกแบบที่เรียนกราฟิกดีไซน์ นักออกแบบกราฟิกหลายคนสามารถทำงานเล็ตเทอร์ลิ่งได้ดีด้วยเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเกิดจากความสนใจส่วนตัว บางคนใช้เป็นพื้นฐานในการก้าวข้ามมาในงานออกแบบตัวอักษรและเป็นมืออาชีพในเวลาต่อมา ในขณะที่บางคนใช้อ้างเป็นประสบการณ์ในการสร้างความชอบธรรมว่าตนเองเข้าใจเรื่องการออกแบบตัวอักษร อย่างหลังนั้นเป็นลักษณะของการคิดเลยไปจากความเป็นจริง
ในปัจจุบันการเกิดขึ้นของฟอนต์ก็ได้ทำลายความสามารถลักษณะนี้ของนักออกแบบกราฟิกไปแทบจะหมดสิ้น กล่าวคือการใช้ฟอนต์สำเร็จรูปทำให้ไม่มีแรงส่งให้เกิดงานเล็ตเทอร์ลิ่งนั่นเอง เป็นปรากฎการณ์รอยแยกบนความทับซ้อนระหว่างคนจัดตัวอักษรและคนสร้างตัวอักษร บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่บางคนมองว่าเป็นการสูญเสียความสามารถพื้นฐานที่พึงมีสำหรับศิลปบัณฑิต
อีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้บางคนเกิดความสับสนคือ การเกิดขึ้นของนักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์ที่มีความสามารถในการออกแบบตัวอักษร (เนื่องจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม) จากในอดีตที่นักออกแบบตัวอักษร เป็นคนละบทบาทแยกจากกันค่อนข้างชัดเจนกับนักออกแบบสิ่งพิมพ์ เมื่อการเกิดขึ้นของการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้สองพื้นที่นี้เชื่อมถึงกันในเชิงของเครื่องมือและการปฏิบัติ จึงทำให้นักออกแบบสิ่งพิมพ์บางคนหรือส่วนหนึ่ง สามารถเข้าถึงความสามารถทางการออกแบบตัวอักษร ทำให้ทุกวันนี้ความเข้าใจต่อบทบาทของทั้งสองวิชาชีพนั้นเกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งๆที่เกิดเป็นทางแยกแล้วดังที่กล่าวมา แต่หากยังคงมีความระลึกที่เกิดขึ้นไปเองจากภาพประทับของหลักสูตรอยู่
เหล่านี้จึงนำมาสู่ปัญหาทางการสร้างสำนึกในความเป็นมืออาชีพทางด้านการออกแบบตัวอักษร นักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันจึงมักจะประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสับสนบทบาทของการทำงานร่วมกัน ทัศนะคติของนักออกแบบทั่วไปที่มองเรื่องนี้ด้วยทักษะของการออกแบบกราฟิก(ที่ทำหน้าที่ใช้งานตัวอักษร) เพียงด้านเดียว เกิดเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่า ตนเองเข้าใจศาสตร์นี้พอที่จะตรวจงานในเชิงวิพากษ์ และวิภาค ทั้งๆที่ความคิดที่ว่าตนเองมีความสามารถพอนั้นมาจากกระบวนการความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนข้างต้นดังที่กล่าวมา
สิ่งนี้ส่งผลต่อเนื่องอย่างมากต่อการทำงาน และเป็นข้อขวางกั้นให้นักออกแบบตัวอักษรทำงานได้อย่างยากลำบาก เพราะนักออกแบบด้วยกันเองจำนวนไม่น้อย มีความเข้าใจในเรื่องนี้ผิดจากความเป็นจริงอยู่มาก ไม่ทราบสถานภาพความเข้าใจของตนเองว่าเป็นเช่นนั้น จะเนื่องด้วยความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่ได้จากการเรียนไทป์พอกราฟฟี่ในระดับอุดมศึกษาก็ตามแต่ อย่างไรก็สุดแท้ ก็ยังดีกว่านักออกแบบในอีกภพนี่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าที่ควร ไม่แม้แต่จะยอมเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน การทำงานหรือปรับทัศนคติให้เข้าใจถึงเหตุและผลของงานออกแบบตัวอักษรจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกัน นิยามในหมู่นักออกแบบตัวอักษรก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน บางคนมองเป็นเรื่องของโปรแกรมและการทำให้พิมพ์แสดงผลได้ถูกต้อง ในขณะที่บางคนจับประเด็นตรงที่ทักษะการออกแบบรูปทรง อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดความสะดวกใจในการใช้ชื่อเรียกว่า“นักออกแบบตัวอักษร” จะเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่ทำ และบทบาทที่เกิดขึ้นจริง
อะไรที่แยก นักออกแบบที่สนใจทางด้านการออกแบบตัวอักษร ออกจากนักออกแบบที่ทำงานออกแบบตัวอักษรเป็นอาชีพ เรื่องของการใช้โปรแกรมทางการออกแบบได้ดีนั้นเป็นทักษะที่หลายสถาบันการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ กำลังทำให้เกิดความสับสนในบทบาทของนักออกแบบทั้งปวง แนวคิดนี้ยังลุกลามออกมาในสังคมภายนอกรั้วอุดมศึกษาอีกด้วย การออกแบบอะไรก็ตาม มิได้เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือเป็นหลัก จะว่าไปแล้วไม่มีแก่นของศาสตร์ทางวิชาการใดในโลกนี้เน้นเรื่องของการใช้เครื่องมือ
การออกแบบก็เช่นกัน แต่เกินกึ่งหนึ่งของคนในสังคมปัจจุบันเข้าใจการออกแบบโดยมีภาพของเครื่องมือ (คอมพิวเตอร์) เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่น่ากลัวอย่างมากคือแม้แต่นักออกแบบบางจำนวนเองก็ยังหลงกับภาพเช่นนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วหากนักออกแบบด้วยกัน หรือผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นนักออกแบบ และมีทัศนคติเกี่ยวกับการออกแบบเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเครื่องมือนั้น เรากำลังตอกย้ำให้ศาสตร์แขนงนี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นคงไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมาเสียเวลาทำให้สังคมเข้าใจการออกแบบ