SME Design Business (Part 2)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

(ตอนที่ ๒)
บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



...... กำไรมาจากไหน เท่าไหร่จึงจะกำไร นักออกแบบควรคิดกำไรจากไหน?

ราคาไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆจากก้อนเมฆ กำไรไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป ในอุตสาหกรรมการออกแบบ การ guesstimate เป็นหลักการที่นิยมใช้กัน เพราะเราใช้ความรู้สึกยากหรือง่ายในการกลั่นออกมาเป็นตัวเลข และความรู้สึกที่เป็นตัวเลขถูกผูกกับตารางราคา กลายมาเป็นราคาของงานออกแบบแต่ละชิ้น นักออกแบบส่วนใหญ่ชินและสะดวกใจกับการใช้วิธีนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นสมการที่ซับซ้อน แต่ guesstimate จะดูเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ผลเลยเมื่อเราเข้าใจเรื่องของการคิดต้นทุนจากเวลา จงใช้หลักการของ การ guesstimate (คิดราคาแบบใช้ความรู้สึก) เข้ามาประเมินกำไรหลังจากที่เราทราบต้นทุนที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ การ guesstimate จะช่วยเราคิดราคาได้เมื่อเราได้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว กล่าวคือ การใช้ความรู้สึกในการประเมินราคาคือขั้นตอนของการคิดกำไรนั่นเอง การใช้ความรู้สึกจะช่วยได้มากในขบวนการนี้

เมื่อเราได้ต้นทุนที่คิดจากการให้เวลาเป็นสำคัญแล้ว จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรก็ตามที่นอกเหนือจากต้นทุนคือกำไรที่เราต้องบวกลงไป แต่ขอให้นึกเสมอว่ากำไรยังส่งผลกับความรู้สึกเป็นธรรม ซึ่งจุดเหมาะสมหรือที่เรียกกันติดปากว่าราคาเกรงใจนั้นสมควรที่จะอยู่ตรงไหน

การสร้างทัศนคติของตนเองต่องานที่ทำ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ต้องเชื่อให้ได้ก่อนว่างานเรามีมูลค่าแค่ไหน และสมเหตุสมผล เพราะถ้าเรายังไม่เชื่อในราคาของตนเอง ในขั้นตอนของการต่อรองราคาจะทำให้เรายอมถอยราคามากกว่าที่ควร อย่างไรก็ดีถ้าเราทราบตัวเลขต้นทุนอย่างชัดเจนแล้ว พื้นที่การต่อรองจะชัดเจนว่าเราสามารถลดได้เท่าไหร่ คุ้มกับการลงทุนทางด้านเวลาหรือไม่

การประเมินค่าของตนเองนั้นต้องใช้ความรู้สึก ต้องพิจารณาจากความสามารถของเราเอง จึงจำเป็นต้องมองภาพสะท้อนตนเองที่ถูกต้อง ภาพสะท้อนนี้ก็จะนำมาซึ่งราคาที่เหมาะสม และสมเหตุผล พูดง่ายๆคือการตีราคาชื่อของเราเองเป็นเครดิตทางการออกแบบ นักออกแบบที่มีชื่อเสียงจึงมีความชอบธรรมในสายตาลูกค้า และราคาที่สูงมีแนวโน้มจะมีเหตุผลของราคา นักออกแบบแต่ละคนจึงมีค่าวิชาชีพที่ไม่เท่ากัน

ความรู้สึกที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มกับสิ่งที่จ่าย ต้นทุนทางการจัดการอาจเท่ากันในบางกรณี แต่ความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบแต่ละคนมีไม่เท่ากัน จึงเป็นปัจจัยให้งานออกแบบของแต่ละที่ราคาไม่เท่าก้น ไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆของการเกิดขึ้นของต้นทุน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบ



...... สร้างความแตกต่างในธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ

ธุรกิจที่ผูกขาดคือธุรกิจที่ดีที่สุด เพราะคู่แข่งไม่มี และจะดีขึ้นไปอีกคือ สิ่งที่เราทำไม่สามารถมีคู่แข่งได้ หรือลอกเลียนแบบได้น้อย ในอุตสาหกรรมการออกแบบที่ทุกคนเป็นนักออกแบบกันหมด สิ่งที่กล่าวมาคือการมีสไตล์เป็นของตนเองนั่นเอง หากภาษาทางการออกแบบสามารถพัฒนาจนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จะสามารถส่งผลเกี่ยวพันกับเครดิตของผู้ออกแบบ สร้างราคาให้นักออกแบบ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึกให้กับงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมในเพิ่มราคา

ที่กล่าวมานั้นเป็นหลักการเดียวกันกับการสร้างมูลค่าให้สินค้าด้วยการออกแบบ หากแต่เราที่เป็นนักออกแบบกลับไม่สร้าง (หรือไม่สามารถสร้าง) มูลค่าให้ตนเอง และแบรนด์(บริษัท)ของตนเอง เหตุนี้น่ามาจากการที่นักออกแบบไม่มีเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ผู้ว่าจ้างก็สามารถพิจารณาเบื้องต้น ถึงความสามารถของนักออกแบบแต่ละคนหรือบริษัทได้จากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบริษัทออกแบบนั้นๆ เราสามารถอนุมานได้ว่า หากเขารู้วิธีสร้างแบรนด์ตนเองได้ดี แนวโน้มที่การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจเราเช่นกัน อย่างน้อยบริษัททางการออกแบบนั้นเข้าใจการตลาด และ การทำธุรกิจ



...... การออกแบบเป็นธุรกิจที่มีมิติที่ผูกพันกับการทำสัญญา

นักออกแบบที่ทำงานเป็นกลุ่ม เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งควรพิจารณาเรื่องการตั้งบริษัท และเข้ามาสู่ระบบทางพาณิชย์กรรม การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่คิด ควรใช้ข้อได้เปรียบที่ได้จากการเข้าสู่ระบบให้เป็นประโยชน์ เช่นการได้รับข้อลดหย่อนทางภาษีอากร การคุ้มครองทางกฏหมาย การมีนิติบุคคลเพื่อเจรจากับนิติบุคคลอื่น การใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โครงการออกแบบที่มีราคาค่าตอบแทนสูง มีความจำเป็นต้องการได้รับประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่าย หรือที่เรียกว่าภาษีซื้อเพื่อหักภาษีขาย ฉะนั้นหากกิจการไม่สามารถสนองสิทธิประโยชน์เช่นนี้ได้ ก็ทำให้เป็นปัจจัยในการเลือกใช้บริการทางการออกแบบได้เช่นกัน

งานออกแบบขนาดเล็กทั่วไป มักทำธุรกิจอยู่บนความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ธุรกิจการออกแบบในหลายกรณีเช่นที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องการทำสัญญาเป็นการกำหนดระยะเวลาและกรอบการทำงานที่ชัดเจน ในกรณีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก รูปแบบของการทำสัญญาก็สามารถทำให้สอดคล้องไปกับการประเมินราคาได้เช่นกัน เพื่อเป็นการประหยัดเวลา สามารถระบุรายละเอียด ข้อตกลงพื้นฐาน กรอบเวลาการทำงาน เงื่อนไขการชำระเงิน ขอบเขตและภาระผูกพันต้องชัดเจน ระบุที่สิ้นสุด สำคัญคือรายละเอียดเงื่อนไขการยกเลิก และค่าปรับ เป็นต้น สามารถรวมอยู่ในส่วนเซ็นรับรองราคาของใบเสนอราคา การเซ็นรับรองราคาก็หรือการรับพีโอ (Purchase Order) เป็นการทำสัญญาในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังกับการเสนอราคาแบบปากเปล่า

ยิ่งมีรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ควรที่มีความเห็นชอบของคู่สัญญามากเท่านั้น จึงต้องมีการเซ็นรับรองจากทั้งสองฝ่าย หากธุรกิจดำเนินการกับต่างประเทศ ความสำคัญและความรัดกุมของหนังสือสัญญาข้อตกลงยิ่งมีความจำเป็นต้องละเอียด มิติของค่าเงิน และ การกำหนดอัตตราการแลกเปลี่ยนคงที่ จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากนั้นควรศึกษาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการสื่อสาร หรือแม้แต่การโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้การคำนวณต้นทุนเป็นไปอย่างใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่สุด

การมองเห็นภาพอนาคตชัดเจนเป็นเรื่องที่ใครๆก็ต้องการ ไม่มีใครไม่ชอบความแน่นอน สำหรับการดำเนินธุรกิจก็เช่นกัน ธุรกิจต้องการความมั่นคง จึงเกิดการทำสัญญา สัญญาเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และยังสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เกี่ยวกับการเงิน เป็นหลักประกันให้ธุรกิจเดินได้เรียบ ซึ่งจะเกี่ยวพันภาพรวมของบริษัทในที่สุด นักออกแบบมักจะกลัวการทำสัญญา ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะยังไม่แน่ใจในข้อผูกมัด และมองว่าข้อบังคับ หรือการทำสัญญาเป็นเรื่องใกลตัว

ไม่มีสัญญาไหนที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย มีแต่สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งการเสียเปรียบแต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ในเงื่อนไขใด เราต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการทำสัญญา การทำสัญญาไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความปลอดภัย แน่นอนที่เราต้องมีความรอบคอบ การศึกษาข้อความระบุในสัญญานั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างอยู่แล้ว ก่อนที่จะทำการตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง

-----» เป็นเรื่องไม่บ่อยนักที่ อนุทิน วงศ์สรรคกร จะพูดถึงงานออกแบบในภาคของธุรกิจ สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับมุมมองทางธุรกิจการออกแบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทสัมภาษณ์ อนุทิน วงศ์สรรคกร เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป และ ข้อคิดที่มีต่อการทำงานออกแบบ รวมถึงทัศนคติในการประกอบธุรกิจการออกแบบ จากนิตยสาร Lexus คอลัมน์ Inspiration ฉบับประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๒ หรืออ่านจาก รู้จักกันภายใน ๘ คำถาม